CHANGE The World รสนา โตสิตระกูล

อย่าตัด”เท้า” ให้เข้ากับ”รองเท้า” ข้อเสนอการจัดการศึกษาของเด็กนักเรียนให้ตอบโจทย์ในช่วงโควิด-19


ในช่วงระบาดของโรคไวรัสโควิด-19 ที่รัฐบาลใช้มาตรการปิดบ้าน ปิดเมือง (lock down) ปิดสถานประกอบการ ไม่ให้คนมาแออัดในสถานที่สาธารณะ เพื่อวางระยะห่างทางสังคม มีการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนหมั่นล้างมือ ใส่หน้ากากอนามัย กินร้อน ช้อนส่วนตัว ทั้งนี้เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ หรือรับเชื้อจากไวรัสโควิด จนกลายเป็นพฤติกรรมใหม่ที่เรียกว่า New Normal หรือที่มีการเสนอให้ราชบัณฑิตสภาแปลเป็นไทยว่า ความปกติใหม่

การปิดบ้าน ปิดเมืองเกือบ2เดือนที่ผ่านมาตั้งแต่วันที่ 23 มีนาคม 2563 เป็นต้นมา ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างหนักหนาสาหัส ด้านสังคมก็ได้รับผลกระทบหนักพอๆกัน การปิดการเรียนการสอนในสถานศึกษาทุกระดับ และเปลี่ยนมาใช้การเรียนในระบบออนไลน์นั้น มีทั้งข้อดีข้อเสีย แต่การเรียนแบบออนไลน์ที่ต่อเนื่องยาวนานเกินไปย่อมไม่ตอบโจทย์การศึกษาต่อเด็กและเยาวชนโดยเฉพาะกลุ่มเด็กเล็ก และ กลุ่มนักเรียนในครอบครัวรายได้น้อย

ดิฉันได้รับฟังจากเพื่อนที่มีลูกเล็กว่า การเรียนออนไลน์สำหรับเด็กยังเป็นเรื่องยาก เพราะเด็กขาดสมาธิ
“เด็กไม่มีสมาธิในการเรียน​ผมเคยดูลูกเรียนออนไลน์เสียงเด็กแต่ละคนnoisyมาก​ ต่างคนต่างพูด​ ครูใช้เวลาเกิน10นาทีเพื่อบอกว่าเปิดหนังสือเล่มไหนหน้าไหนลูกสาวผมไม่เข้าเรียนออนไลน์3วันครูโทรมาแจ้ง​ ลูกผมบอกว่าเรียนแล้วไม่ได้อะไร​ หนวกหู” เพื่อนอีกคนบอกว่า “พี่ครับตอนนี้เด็กในชุมชนเขตคลองเตยมีปัญหาเกือบทุกบ้าน 90% ไม่เคยมีคอมพิวเตอร์ใช้และไม่มี notebook มือถือส่วนใหญ่ก็จะมีแต่เฉพาะพ่อหรือแม่แล้วจะเรียนออนไลน์ได้อย่างไรครับ “ นี่เป็นเสียงสะท้อนปัญหาส่วนหนึ่งให้เห็นว่าการจัดการศึกษาแบบเดียวกันทุกกลุ่ม ไม่สามารถตอบโจทย์การเรียนรู้ของเด็กและเยาวชนไทย

อีกปัญหาหนึ่งที่จะเกิดขึ้นเมื่อให้เด็กเรียนอยู่กับบ้านก็คือ หลายบ้านอาจจะไม่มีผู้ใหญ่คอยดูแลเด็ก เพราะมีความจำเป็นต้องออกไปทำงาน ดิฉันมีโอกาสแลกเปลี่ยนเรื่องนี้กับดร.อุทัย ดุลยเกษม อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยศิลปากร ท่านให้ความเห็นว่า “การให้นักเรียน เรียนแบบ "ออนไลน์” อยู่ที่บ้าน ไม่ว่าจะผ่านระบบอินเตอร์เน็ตหรือระบบโทรทัศน์ก็แล้วแต่ เป็นการแก้ปัญหาบนพื้นฐานของการแพทย์และเรื่องสุขภาพกายด้านเดียว แต่การศึกษามิใช่เรื่องการเรียนหนังสืออย่างเดียว เพราะถ้าเรียนแต่หนังสืออย่างเดียว ไม่ต้องมีโรงเรียนก็ได้ อย่าลืมว่าในกระบวนการศึกษานักเรียนจะได้เรียนรู้ในด้านอื่นๆอีกหลายด้าน ทั้งด้านทักษะต่างๆ ด้านบุคลิกภาพ ด้านระบบคุณค่า ด้านความสัมพันธ์ระหว่างกัน ด้านอารมณ์ ฯลฯ การเรียนผ่านระบบออนไลน์นานๆนักเรียนจะเสียโอกาสในการเรียนรู้สิ่งที่สำคัญในชีวิตไปหลายอย่าง น่าเสียดายมาก”







หลังการปิดบ้านปิดเมืองเกือบ 2เดือน และยังต้องขยายเวลาออกไป ไม่ทราบอีกนานเท่าไหร่ ตราบเท่าที่การระบาดของไวรัสโควิดยังไม่ยุติ เมื่อรัฐบาลกำลังค่อยๆคลายล็อคความเข้มงวดในการควบคุมลง จึงควรพิจารณาการจัดการเรียนการสอนให้เป็นไปได้ในสถานการณ์ที่รัฐบาลผ่อนคลายความเข้มงวดลง ข้อเสนอจากการพูดคุยกับดร.อุทัย ดุลยเกษม ซึ่งนักการศึกษา เป็นความเห็นและข้อเสนอที่น่าสนใจ
“ในเรื่องการจัดการศึกษาให้กับเด็กและเยาวชนของเราซึ่งเป็นการเตรียมตัวให้พวกเขาเป็นกำลังสำคัญของประเทศชาติในอนาคตนั้น เราต้องการประชาชนคนไทยที่มีร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์และปราศจากโรคภัยไข้เจ็บแน่นอนอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะฉะนั้นการมีมาตรการป้องกันภัยจากโรคทั้งหลายมีความสำคัญและมีความจำเป็น แต่ในขณะเดียวกันเราต้องการประชาชนคนไทยที่มีศักยภาพสูง ยิ่งอัตราการเกิดของทารกลดน้อยลงมากๆอย่างที่เป็นอยู่ เรายิ่งต้องทำให้คุณภาพของประชากรไทยสูงขึ้นกว่ายุคก่อนๆหลายเท่า เพราะปริมาณลดลง ด้วยเหตุดังนั้น การจัดการศึกษาให้กับเด็กและเยาวชนของเราในวันนี้ ผู้ที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน มิใช่เพียงกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ชุมชน และครอบครัว ฯลฯ จะต้องให้ความสำคัญกับการจัดการศึกษาอย่างเอาจริงเอาจังมากขึ้น และที่สำคัญต้องคิดหาวิธีการใหม่ๆที่มีความหลากหลาย อย่าพึงใช้วิธีการเดียวแบบที่ทำๆกันอยู่ เพราะสถานการณ์ในสังคมของเรามี “ความหลากหลาย” ผมคิดว่า ไม่ว่าวิธีการจัดการศึกษาที่วิเศษอย่างไรก็ตาม ถ้าใช้วิธีการจัดการศึกษาวิธีเดียวกับกลุ่มคนที่หลากหลาย สภาพแวดล้อมที่หลากหลาย ย่อมจะไม่ได้ผลอย่างที่คาดหวังอย่างแน่นอน

ยกเป็นตัวอย่างเพื่อให้เห็นเป็นประเด็น เช่น ในปัจจุบันนี้เรื่องการแพร่ระบาดของ COVID-19 ยังไม่หมดไป แต่ความหลากหลายที่เกี่ยวข้องกับระบบการจัดการศึกษา มีอยู่มากพอสมควร เช่น หลายจังหวัดและหลายอำเภอ สถานการณ์การติดเชื้อหรือความเสี่ยงในการติดเชื้อไวรัสต่ำมากหรือไม่มีเลย
โรงเรียนในระดับประถมศึกษาจำนวนไม่น้อยมีนักเรียนจำนวนไม่ถึงร้อยคน ในบางชั้นเรียนมีนักเรียนไม่ถึง ๑๐ คน และโรงเรียนในประเทศไทยยกเว้นบนเทือกเขาสูงๆในภาคเหนือแล้ว ระยะทางระหว่างโรงเรียนกับบ้านพักอาศัยไม่ไกลเกิน ๕ กิโลเมตร บางแห่งใกล้มากกว่านี้อีก ดังนี้เป็นต้น ในสภาพการณ์ที่มีความหลากหลายอย่างนี้ ทำไมเราจึงเลือกใช้วิธีการจัดการเรียนการสอนเพียงแบบเดียว คือแบบOnline ในทุกจังหวัด ทุกอำเภอ ทุกโรงเรียน ทุกห้องเรียน ใช้ระบบการเรียนการสอนอย่างเดียวกันเห็นได้ชัดว่าไม่สอดคล้องกับความหลากหลายต่างๆที่มีอยู่จริง เป็นไปไม่ได้เลยหรือ ที่เราจะจัดการเรียนการสอนหลายระบบเพื่อให้สอดคล้องกับความหลากหลาย การจัดการเรียนการสอนด้วยระบบที่หลากหลายมิใช่ทำไปเพราะความโก้เก๋อะไร แต่ทำไปเพื่อให้สอดคล้องกับธรรมชาติการเรียนรู้ของมนุษย์ให้มากที่สุด เพื่อว่าเด็กและเยาวชนของเราได้เรียนรู้เรื่องต่างๆและได้พัฒนาด้านต่างๆที่มีความสำคัญกับวิถีชีวิตในสังคมที่มีความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและมีความซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ

ผมคิดว่าแม้แต่ในชั้นเรียนที่มีเด็กประมาณ ๒๐-๓๐ คน (ซึ่งถือว่ามากแล้วในปัจจุบัน) ก็ยังสามารถจัดการเรียนการสอนในชั้นเรียนได้ เพราะเมื่อเรามาคำนวณดูเวลาเรียนที่เด็กนักเรียนใช้ในแต่ละวัน มีประมาณ ๔ คาบ (คาบละประมาณ ๕๐ นาที) ถ้าเด็กเรียนในชั้นเรียน ๕ วันในหนึ่งสัปดาห์ เด็กจะใช้เวลาในชั้นเรียนประมาณ ๒๐ คาบในหนึ่งสัปดาห์ (ที่ไม่มีวันหยุดพิเศษ) ถ้าเราคิดในลักษณะที่ว่า ให้แบ่งเด็กในชั้นเรียนดังกล่าวออกเป็น ๒ กลุ่ม ๆละ ๑๐-๑๕ คน และให้แต่ละกลุ่มผลัดกันมาเรียนในชั้นเรียนกลุ่มละ ๓ วันในหนึ่งสัปดาห์ แต่ให้เด็กเรียนวันละ ๖ คาบ พราะฉะนั้นในช่วงสามวัน เด็กจะได้เรียนในชั้นเรียนประมาณ ๑๘ คาบ ซึ่งก็ไม่ต่างจากที่ต้องมาเรียนทุกวัน การทำในลักษณะนี้ เราสามารถใช้มาตรการต่างในการป้องกันการติดเชื้อโรคไวรัสได้อย่างไม่มีปัญหาอะไรเลย วิธีคิดในลักษณะนี้ เป็นตัวอย่างในการคิดเพื่อให้สอดคล้องกับธรรมชาติการเรียนรู้ของมนุษย์ในสภาพแวดล้อมที่เปิดโอกาสให้มีปฏิสัมพันธ์และเปิดโอกาสให้ได้เรียนรู้และพัฒนาตนเองในมิติต่างๆมากกว่าการเรียนหนังสือ”

สำหรับดิฉันยังเห็นว่าการหมุนเวียนให้เด็กมาเรียนที่โรงเรียนในช่วงคลายล็อคดาวน์อย่างควบคุมจะช่วยให้ครูและทางการสามารถสอดส่องดูแลสุขภาพของเด็กนักเรียนได้อย่างใกล้ชิด ไม่ว่าจะเป็นด้านโภชนาการหรือความเจ็บไข้ได้ป่วย

การระบาดของโควิด-19 ทำให้เกิดพฤติกรรมที่เป็น New Normal ที่ทุกสังคมต้องปรับตัว เปลี่ยนแปลงให้เข้ากับสถานการณ์ที่เป็นจริงแบบใหม่ การศึกษาก็เช่นกัน ต้องมีการปรับรูปแบบใหม่ ที่ตอบโจทย์สภาพแวดล้อมทางสังคมใหม่ในแต่ละพื้นที่ ในแต่ละบริบทอย่างเหมาะสม ไม่ควรใช้วิธีแบบเดิมๆที่จัดการศึกษาในรูปแบบเดียวในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ดังคำกล่าวที่ว่า “จงอย่าตัด ‘เท้า’ ให้เข้ากับ ‘รองเท้า’ แต่จงตัด ‘รองเท้า’ ให้พอดีกับ ‘เท้า’ “






ขอให้ผู้บริหารในกระทรวงศึกษาธิการ และผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่มีโรงเรียนในสังกัด 437 แห่งได้โปรดนำข้อเสนอนี้ไปพิจารณาในการแก้ปัญหาการจัดการเรียนการสอนให้ตอบโจทย์ต่อเด็ก และ เยาวชนไทย และด้วยวิธีการนี้ น่าจะสามารถแก้ปัญหาการจัดการเรื่องนมโรงเรียนและอาหารกลางวันของเด็กนักเรียน ที่เด็กไม่ได้รับนม และอาหารกลางวันในช่วงปิดเมือง และการปิดเรียน ที่อาจจะยืดยาวออกไปอีก เพราะการระบาดของไวรัสโควิด

รสนา โตสิตระกูล
15 พ.ค 2563

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

วิริยะประกันภัย เปิดรับสมัคร “อบรมใบขับขี่รุ่นที่ 379” พร้อมสอบ – รับใบอนุญาตทันที !

ผู้ว่าการ กทพ. แจ้งเปิดใช้ด่านฯ ดินแดง ทั้งขาเข้า-ขาออก ได้ตามปกติ ตั้งแต่ 05.00 น. ของวันที่ 31 มีนาคม 2568

ประกันภัยไทยวิวัฒน์ เปิดค่าย Thaivivat Innovation Camp 2025 จัดประกวดไอเดียนวัตกรรมประกันภัย The Next Gen Insurance ขับเคลื่อนสังคมแห่งความยั่งยืน