ความเสี่ยงทางการค้าเพิ่มสูงขึ้น หลังทรัมป์เตรียมใช้นโยบาย Reciprocal Tariffs ในการกำหนดภาษีตอบโต้
เศรษฐกิจโลก
ความเสี่ยงทางการค้าเพิ่มสูงขึ้น
หลังทรัมป์เตรียมใช้นโยบาย Reciprocal Tariffs ในการกำหนดภาษีตอบโต้
สหรัฐ-เงินเฟ้อสหรัฐฯ
สูงกว่าคาด กระทบโอกาสเฟดลดดอกเบี้ยเดือนมีนาคม ในเดือนมกราคม อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเพิ่มขึ้นสู่
3.0% YoY จากเดือนก่อนที่ 2.9% ส่วนอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเพิ่มขึ้นสู่ 3.3%
จากเดือนก่อนที่ 3.2%
แม้ว่าอัตราเงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้นจะลดทอนโอกาสปรับลดอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนมีนาคม
แต่เศรษฐกิจยังเผชิญแรงกดดันจากยอดรีไฟแนนซ์หนี้และอัตราการผิดนัดชำระหนี้ของภาคเอกชนที่เพิ่มขึ้น
ล่าสุด นายโดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามให้มีการศึกษาแผนการจัดเก็บภาษีศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) กับประเทศต่างๆ
โดยพิจารณาจากด้านที่มิใช่ภาษีศุลกากร (Non-Tariffs) ด้วย
ซึ่งอาจเพิ่มความตึงเครียดทางการค้าและเพิ่มความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ
เบื้องต้นคาดว่าผลการศึกษาจะเสร็จภายในวันที่ 1 เมษายนนี้ นอกจากนี้
นโยบายปราบปรามผู้อพยพผิดกฎหมายยังเพิ่มความเสี่ยงต่อตลาดแรงงานและการเติบโตทางเศรษฐกิจ
ด้วยเหตุนี้ วิจัยกรุงศรีจึงประเมินว่าเฟดอาจปรับลดดอกเบี้ยลงได้อีก 0.50-0.75% ในปีนี้
เพื่อป้องกันการชะลอตัวของเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า
ยูโรโซน-เศรษฐกิจยูโรโซนเปราะบาง
ท่ามกลางความเสี่ยงทางการเมืองและสงครามการค้า คาดหนุน ECB
เดินหน้าลดดอกเบี้ย เศรษฐกิจยูโรโซนโต
0% QoQ ในไตรมาส 4 ปี 2567 ชะลอลงจากไตรมาสก่อนหน้าที่
0.4% ขณะที่ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมหดตัวแรงขึ้นจาก -1.8% ในเดือนพฤศจิกายน สู่ระดับ -2.0% YoY ในเดือนธันวาคม
เศรษฐกิจยูโรโซนยังคงเผชิญความไม่แน่นอนจากราคาพลังงานที่สูง
ความเสี่ยงทางการเมืองในเยอรมนีและฝรั่งเศส
รวมทั้งความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจที่อ่อนแอ นอกจากนี้ แผนการจัดเก็บภาษีแบบ Reciprocal
tariffs ของนายโดนัลด์ ทรัมป์
คาดส่งผลกระทบต่อสหภาพยุโรปมากเป็นอันดับต้นๆ ของโลก (รองจากอินเดียและบราซิล)
และยังเป็นการลดโอกาสในการเจรจาเนื่องจากสหภาพยุโรปรวมถึงประเทศอื่นๆ
ไม่ได้อยู่ในสถานะทางการคลังที่จะสามารถปรับลดฐานภาษีของตนได้ ด้วยเหตุนี้
วิจัยกรุงศรีประเมินว่าธนาคารกลางยุโรป (ECB) มีแนวโน้มปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงสู่ระดับ
2.00% ในปีนี้
จีน-ภาคอสังหาริมทรัพย์ของจีนยังเปราะบาง
ขณะที่เงินเฟ้อทั่วไปอยู่ในระดับต่ำต่อเนื่อง ยอดขายบ้านใหม่ของผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์
100 อันดับแรกในเดือนมกราคมหดตัวเล็กน้อยที่ -3.2% YoY จาก 0% ในเดือนธันวาคม
ล่าสุดรัฐบาลกำลังพิจารณาให้การสนับสนุนทางการเงินกับบริษัท Vanke มูลค่าราว 50 พันล้านหยวน ด้านเงินเฟ้อทั่วไปยังอยู่ในระดับต่ำที่ 0.5%
YoY เพิ่มขึ้นจาก 0.1% ในเดือนธันวาคม
สะท้อนอุปสงค์ในประเทศที่กระเตื้องขึ้นแต่ยังอ่อนแอ
สถานการณ์ของภาคอสังหาฯมีแนวโน้มดีขึ้นบ้างในระยะที่ผ่านมา
แต่ปัญหาหนี้สินและสภาพคล่องทางการเงินยังคงเป็นแรงกดดันสำคัญ โดยผู้พัฒนาอสังหาฯ
หลายรายเผชิญกับการฟ้องร้องให้มีการชำระบัญชี ขณะที่ยอดขายอสังหาฯ รวมในปี 2567
ยังคงต่ำกว่าจุดสูงสุดในปี 2564 ถึง 45.7% (ดังรูป) ทั้งนี้
เศรษฐกิจจีนในภาพรวมยังคงเผชิญแรงกดดันจากปัญหาอุปทานส่วนเกินในภาคการผลิตและภาคอสังหาฯ
รวมทั้งปัญหาเชิงโครงสร้าง
ในระยะต่อไปจีนจึงจำเป็นต้องพึ่งพาแรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นเพื่อพยุงการเติบโตทางเศรษฐกิจท่ามกลางความตึงเครียดทางการค้าที่ทวีความรุนแรงขึ้น
ในปี 2567 เศรษฐกิจไทยเติบโตเพียง 2.5% วิจัยกรุงศรีเตรียมปรับลดคาดการณ์ปีนี้
อัตราเงิน GDP ไตรมาส 4 ปี 2567 แม้เติบโตได้ 3.2% YoY แต่เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยแม้จะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ
สภาพัฒน์ฯ
รายงานเศรษฐกิจไทยในไตรมาสสุดท้ายของปีก่อนขยายตัว 3.2%
ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 3.9%
และเมื่อหักผลของฤดูกาลออกแล้ว GDP เติบโตเพียง 0.4%
QoQ เทียบกับ 1.2% ในไตรมาสก่อนหน้า
สำหรับทั้งปี 2567 เศรษฐกิจไทยยังเติบโตต่ำที่ 2.5% จาก 2.0% ในปี 2566 ส่วนในปี 2568 สภาพัฒน์ฯ
ยังคงคาดการณ์อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไว้ที่ 2.3-3.3%
(ค่ากลางที่ 2.8%)
เศรษฐกิจไทยในไตรมาสสุดท้ายของปี 2567 ฟื้นตัวต่ำกว่าคาด และแรงส่งมีสัญญาณอ่อนแอลง
สะท้อนจาก (i) การบริโภคภาคเอกชนขยายตัวในระดับเดิมแม้จะมีมาตรการแจกเงินสด
แก่กลุ่มเปราะบางกว่า 1.4 แสนล้านบาทตั้งแต่ปลายเดือนกันยายนปีก่อน (ii) การลงทุนภาคเอกชนยังหดตัวแม้การลงทุนภาครัฐเติบโตเร่งขึ้น ชี้ถึงการขาด crowding-in
effect และ (iii) การส่งออกสินค้าแม้ขยายตัวเกินคาด
แต่ไม่สามารถช่วยหนุนการลงทุนภาคเอกชนและการผลิตภาคอุตสาหกรรม
สำหรับแนวโน้มปี 2568 วิจัยกรุงศรีเตรียมปรับลดคาดการณ์ GDP ลงจาก 2.9%
เนื่องจาก (i) อุปสงค์ในประเทศอ่อนแอทั้งการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน (ii) มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ส่งผลบวกค่อนข้างจำกัด
(เฟส 2 วงเงินเพียง 30,000 ล้านบาท และเหลือวงเงินอีก 1.57 แสนล้านบาท
สำหรับโครงการดิจิทัลวอลเล็ตในปีนี้) (iii) จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติอาจไม่เป็นไปตามที่เคยคาดไว้ที่
40 ล้านคน เนื่องจากนักท่องเที่ยวจีนฟื้นตัวช้า และ (iv) หากสหรัฐฯ
ปรับขึ้นภาษีนำเข้าอาจกระทบต่อการค้าและการส่งออกของไทย
ทั้งนี้
ปัจจัยบั่นทอนและความเสี่ยงข้างต้นเปิดทางให้กนง.ปรับลดดอกเบี้ยในการประชุมวันที่
26 กุมภาพันธ์นี้ และหากไม่มีการปรับดอกเบี้ยในเดือนนี้ ยังมีโอกาสที่จะเห็นการปรับลดในเดือนเมษายน
หลังมีความชัดเจนเรื่องภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ
ความเชื่อมั่นผู้บริโภคฟื้นตัวต่อเนื่องแต่ยังอยู่ในระดับต่ำ
ขณะที่ทางการขยายมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยเพื่อบรรเทาปัญหาหนี้ครัวเรือน ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนมกราคมปรับขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่
4 สู่ระดับสูงสุดในรอบ 8 เดือน ที่ 59.0 จาก 57.9 ในเดือนธันวาคม
ปัจจัยหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล การท่องเที่ยวในประเทศที่ปรับดีขึ้น
อย่างไรก็ตาม ผู้บริโภคมีความกังวลเกี่ยวก้บโอกาสในการหางาน รายได้ในอนาคต
ตลอดจนค่าครองชีพที่ยังทรงตัวในระดับสูง
แม้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับดีขึ้นต่อเนื่องแต่นับว่ายังอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในช่วงก่อนเกิดการระบาดของโควิด (ปี 2562 ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 75.5)
ขณะที่แรงหนุนหลักจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่เน้นการใช้จ่ายในระยะสั้น อาทิ
การแจกเงินสด 10,000 บาท เฟส 1 กับกลุ่มเปราะบาง (ราว 14 ล้านคน) และเฟส 2
แก่กลุ่มผู้สูงอายุ (กว่า 3 ล้านคน) สำหรับแนวโน้มการบริโภคภาคเอกชนในปีนี้
วิจัยกรุงศรีคาดว่าจะเติบโตชะลอลงจากปีก่อนๆ
ส่วนหนึ่งได้รับแรงกดดันจากค่าจ้างที่แท้จริงที่อยู่ในระดับต่ำ
โดยสูงกว่าค่าเฉลี่ยปี 2562 (ก่อนโควิด) เพียง 3.2%
ประกอบกับปัญหาหนี้ครัวเรือนที่ยังคงอยู่ในระดับสูง
ซึ่งกระทบต่อความสามารถในการใช้จ่าย ทั้งนี้
ยังต้องติดตามผลจากมาตรการบรรเทาภาระหนี้ของลูกหนี้รายย่อยผ่านโครงการคุณสู้
เราช่วย ซึ่งล่าสุดมีการขยายไปยังกลุ่มลูกค้านอนแบงก์ และขยายเวลาลงทะเบียนเพื่อเข้าร่วมโครงการออกไปเป็นสิ้นเดือนเมษายนนี้


ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น