ECB เตรียมปรับลดอัตราดอกเบี้ยก่อน FED ขณะที่สถานการณ์การค้าโลกเสี่ยงสูงขึ้นหลังไบเดนสั่งยกเลิกการยกเว้นภาษีสินค้าจีนหลายร้อยรายการ ด้านจีนเตรียมตอบโต้กลับ
เศรษฐกิจโลก
ECB เตรียมปรับลดอัตราดอกเบี้ยก่อน
FED ขณะที่สถานการณ์การค้าโลกเสี่ยงสูงขึ้นหลังไบเดนสั่งยกเลิกการยกเว้นภาษีสินค้าจีนหลายร้อยรายการ
ด้านจีนเตรียมตอบโต้กลับ
สหรัฐ-เฟดยังคงสงวนท่าทีในการประกาศลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อรอดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับทิศทางการชะลอตัวของเงินเฟ้อ
(data
dependence) ประธานาธิบดีโจ
ไบเดนประกาศว่าสหรัฐฯ จะสั่งเก็บภาษีสินค้าหลายร้อยรายการที่นำเข้าจากประเทศจีน
ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนการเก็บภาษีในภาคธุรกิจที่สำคัญและเพื่อปกป้องภาคการผลิตของสหรัฐฯ
ขณะที่ในเดือนพฤษภาคม ดัชนี PMI รวมภาคการผลิตและบริการปรับตัวขึ้นสู่ระดับ
54.4 สูงสุดในรอบ 25 เดือน เช่นเดียวกับ PMI ภาคบริการที่ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ
54.8 สูงสุดในรอบ 12 เดือน อย่างไรก็ตาม ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับตัวลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ
6 เดือนที่ 69.1
รายงานการประชุมเฟด
(FED
minutes) ชี้ว่ากรรมการส่วนใหญ่ยังคงไม่เห็นด้วยกับการรีบปรับลดอัตราดอกเบี้ยในเร็วๆ
นี้จนกว่าจะมั่นใจว่าเงินเฟ้อชะลอตัวลงต่อเนื่องและมีแนวโน้มแตะระดับเป้าหมายที่ 2%
สำหรับเศรษฐกิจและการจ้างงานของสหรัฐฯ แม้ดัชนี PMI ดีกว่าคาดแต่โดยภาพรวมการเติบโตยังคงชะลอตัวอย่างช้าๆ
เมื่อประกอบกับการชะลอตัวของค่าจ้าง คาดว่าแรงกดดันเงินเฟ้อด้านอุปสงค์ (Demand-pull
inflation) น่าจะทยอยลดลง
ซึ่งจะเปิดทางให้เฟดเริ่มลดดอกเบี้ยในปีนี้ ด้วยเหตุนี้
วิจัยกรุงศรีประเมินว่าเฟดจะเริ่มปรับลดอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนกันยายน
โดยอาจปรับลด 3 ครั้งในปีนี้ ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยนโยบาย ณ สิ้นปี 2567 อยู่ที่ระดับ
4.50-4.75%
ยูโรโซน-ประธาน ECB ประกาศเตรียมลดอัตราดอกเบี้ยในเดือนมิถุนายนหลังเงินเฟ้อชะลอตัวตามแผน
ในเดือนพฤษภาคม ดัชนี PMI รวมภาคการผลิตและบริการปรับตัวขึ้นสู่ระดับ
52.3 สูงสุดในรอบ 11 เดือน โดยได้แรงหนุนจากภาคบริการที่ขยายตัวแข็งแกร่งต่อเนื่องและช่วยชดเชยภาคการผลิตที่ยังคงหดตัว
แม้เศรษฐกิจยูโรโซนมีสัญญาณปรับดีขึ้นบ้าง
แต่ภายใต้ภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจของยูโรโซนที่มีแนวโน้มซบเซาจนถึงช่วงกลางปี 2567
อีกทั้งล่าสุดเงินเฟ้อพื้นฐานชะลอตัวต่อเนื่องจาก 2.9% YoY ในเดือนมีนาคม เป็น 2.7% ในเดือนเมษายน ซึ่งเปิดทางให้ธนาคารกลางยุโรป (ECB)
เตรียมผ่อนคลายนโยบายการเงิน ล่าสุด คริสตีน ลาการ์ด ประธาน ECB
ส่งสัญญาณปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมเดือนมิถุนายนนี้หลังเงินเฟ้อชะลอตัวลงตามแผนและจะแตะระดับเป้าหมายที่
2% ได้ในช่วงครึ่งปีหลัง ทั้งนี้ วิจัยกรุงศรียังคงยืนยันมุมมองตามเดิมว่า ECB
จะเริ่มปรับลดอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนมิถุนายน
เร็วกว่าเฟดที่คาดว่าจะปรับลดในเดือนกันยายน ซึ่งคาดว่า ECB จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย
ณ สิ้นปี 2567 สู่ระดับ 3.75%
จีน-จีนส่งสัญญาณขึ้นภาษีสินค้านำเข้าตอบโต้สหรัฐฯ
และสหภาพยุโรป สหรัฐฯ
เริ่มประกาศใช้อัตราภาษีใหม่สำหรับการนำเข้าสินค้าหลายรายการจากจีน เช่น
ยานยนต์ไฟฟ้า (102.5% จาก 27.5%)
แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า (25% จาก 7.5%)
และอุปกรณ์ทางการแพทย์ (25-50% จาก 0-7.5%) โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2567 ส่วนภาษีนำเข้าใหม่สำหรับเซมิคอนดัคเตอร์
(50% จาก 25%) และแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนประเภทอื่น
(25% จาก 7.5%) จะเริ่มบังคับใช้วันที่
1 มกราคม 2568 และ 2569 ขณะเดียวกันจีนเริ่มใช้มาตรการตอบโต้สหรัฐฯ และสหภาพยุโรป
ผ่านการตรวจสอบการตอบโต้การทุ่มตลาดในวัสดุ Polyformaldehyde (POM) ซึ่งเป็นพลาสติกวิศวกรรมที่ใช้ในอุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์
และเครื่องมือทางการแพทย์ นอกจากนี้
จีนยังส่งสัญญาณขึ้นภาษีนำเข้ายานยนต์ขนาดใหญ่จากสหภาพยุโรป ซึ่งอาจสูงขึ้นเป็น 25%
จาก 15% ในจังหวะที่สหภาพยุโรปจะประกาศผลการตรวจสอบการตอบโต้การอุดหนุนยานยนต์ไฟฟ้าของจีนในวันที่
5 มิถุนายนที่จะถึงนี้
ความเคลื่อนไหวของจีนล่าสุดเป็นความพยายามกดดันและส่งสัญญาณไปยังสหภาพยุโรป
ซึ่งจะได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก หากจีนขึ้นภาษีนำเข้ายานยนต์ขนาดใหญ่ นอกจากนี้
ยังสะท้อนถึงแนวโน้มการตอบโต้ทางภาษีในอนาคตระหว่างจีน สหรัฐฯ และชาติพันธมิตร
ที่อาจรุนแรงขึ้นและขยายวงกว้างไปที่อุตสาหกรรมต้นน้ำ
โดยเฉพาะแร่สำคัญที่ใช้ผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งจีนเป็นหนึ่งในผู้เล่นรายใหญ่
ในท้ายที่สุด
การตอบโต้ทางภาษีระหว่างกันอาจทำให้ต้นทุนการผลิตสินค้าโลกเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
การฟื้นตัวของภาคส่งออกและการลงทุนในปีนี้ยังเผชิญกับปัจจัยท้าทายหลายๆ
ด้าน ทั้งปัญหาเชิงโครงสร้าง และความไม่แน่นอนทางการเมือง
แม้มูลค่าส่งออกเดือนเมษายนจะพลิกกลับมาขยายตัว
แต่ปัญหาเชิงโครงสร้างในภาคการผลิตของไทยอาจเป็นข้อจำกัดในการฟื้นตัว กระทรวงพาณิชย์รายงานมูลค่าส่งออกในเดือนเมษายนอยู่ที่
23.3 พันล้านดอลลาร์
ขยายตัว 6.8% YoY จากหดตัว 10.9% ในเดือนมีนาคม
และหากหักสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมันและทองคำ มูลค่าส่งออกขยายตัว 11.4% โดยการส่งออกสินค้าสำคัญที่ขยายตัว
อาทิ ข้าว (+91.5%)
เครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ (+62.0%)
เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ (+58.8%) ยางพารา
(+36.2%) และรถยนต์
อุปกรณ์และส่วนประกอบ (+20.4%)
ขณะที่การส่งออกในบางกลุ่มหดตัว อาทิ ผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็งและแห้ง (-29.8%) แผงวงจรไฟฟ้า (-9.2%) และน้ำตาลทราย (- 9.1%) ด้านตลาดส่งออกพบว่าขยายตัวในตลาดสำคัญ อาทิ
สหรัฐฯ สหภาพยุโรป อาเซียน-5 และ CLMV ขณะที่การส่งออกไปจีนและญี่ปุ่นหดตัว
สำหรับในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2567 มูลค่าการส่งออกขยายตัวเพียง 1.4%
แม้การส่งออกของไทยในเดือนเมษายนจะสามารถพลิกกลับมาขยายตัว
แต่มูลค่าการส่งออกเฉลี่ยต่อเดือนในช่วง 4 เดือนแรกของปีนี้อยู่ที่ 23.6 พันล้านดอลลาร์
ต่ำกว่าเล็กน้อยเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในปีก่อนที่ 23.7 พันล้านดอลลาร์
สำหรับในช่วงที่เหลือของปีนี้การส่งออกยังเผชิญปัจจัยท้าทาย
เนื่องจากแรงกดดันจากปัญหาเชิงโครงสร้างในภาคการผลิตของไทย
สะท้อนจากดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรมที่หดตัวติดต่อกันนาน 18 เดือน
รวมถึงดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตของไทยเดือนเมษายนที่อยู่ในแดนหดตัว
(< 50) ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 9 สวนทางกับ PMI ภาคการผลิตของโลกและอาเซียนที่ยังอยู่ในแดนขยายตัว (> 50) อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ในองค์ประกอบของ PMI ภาคการผลิตของไทยยังพบว่ายอดคำสั่งซื้อสินค้าส่งออกใหม่ลดลงในอัตราแรงสุดในรอบกว่า
3 ปี
สะท้อนว่าการผลิตในหลายภาคอุตสาห-กรรมของไทยอาจสูญเสียความสามารถในการแข่งขันและไม่สามารถปรับตัวตอบสนองต่อความต้องการของประเทศคู่ค้าในตลาดโลก
การฟื้นตัวของการส่งออกในปีนี้จึงยังมีความมีเปราะบางและมีแนวโน้มอาจเติบโตต่ำกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ที่
2.5%
เงินลงทุนจากต่างประเทศในช่วง
4 เดือนแรกโตสูงกว่า 40% นำโดยการลงทุนจากญี่ปุ่นเป็นสำคัญ กระทรวงพาณิชย์รายงานว่าภายใต้พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว
พ.ศ. 2542 มีการอนุญาตให้คนต่างชาติประกอบธุรกิจในช่วง 4เดือนแรกของปี 2567 จำนวน
253 ราย (+17%YoY) เงินลงทุนรวม
54,958 ล้านบาท (+42%) โดยประเทศที่เข้ามาลงทุนที่สำคัญ ได้แก่ ญี่ปุ่น (63 ราย
เงินลงทุน 34,055 ล้านบาท) สิงคโปร์ (42 ราย, 4,499 ล้านบาท)
สหรัฐฯ (41 ราย, 1,148 ล้านบาท) จีน (20 ราย, 2,886 ล้านบาท) และฮ่องกง (11 ราย, 1,017 ล้านบาท)
การลงทุนจากต่างประเทศมีแนวโน้มทยอยปรับดีขึ้นต่อเนื่อง
โดยหากพิจารณาในเดือนเมษายน พบว่ามีมูลค่าเงินลงทุนรวมอยู่ที่ 19,056 ล้านบาท
ปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 และสูงกว่ามูลค่าเฉลี่ยต่อเดือนที่ 10,628 ล้านบาท ในปี 2566 หากพิจารณาเป็นรายประเทศ
พบว่าญี่ปุ่นยังคงเป็นประเทศที่มีมูลค่าการลงทุนในไทยสูงสุดเป็นอันดับหนึ่งในช่วง
4 เดือนแรกของปีนี้ (สัดส่วน 62% ของมูลค่าการลงทุนรวม) โดยเพิ่มขึ้นถึง 143%
เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน โดยลงทุนในธุรกิจ อาทิ ธุรกิจโฆษณา ธุรกิจบริการตรวจสอบคุณภาพชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์
ธุรกิจบริการชุบเคลือบผิวด้วยโลหะ
ธุรกิจบริการพัฒนาดิจิทัลคอนเทนต์ตามความต้องการของลูกค้า (เช่น แอนิเมชัน)
และธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า (ชิ้นส่วนอลูมิเนียมทุบขึ้นรูป/ ชิ้นส่วนรถยนต์/
ชิ้นส่วนโลหะ) ขณะที่มูลค่าการลงทุนจากสิงคโปร์ สหรัฐฯ และจีน
ยังคงปรับลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ -7%, -33% และ -64%
ตาม ลำดับ สะท้อนการลงทุนจากต่างประเทศที่กระจุกตัวอยู่เฉพาะบางประเทศ นอกจากนี้
ล่าสุดสถานการณ์การเมืองในประเทศมีความไม่แน่นอนมากขึ้น
หลังจากศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องขอให้วินิจฉัยคุณสมบัติของนายกรัฐมนตรี นายเศรษฐา
ทวีสิน ซึ่งยังต้องใช้เวลาอีกหลายเดือนกว่าจะทราบผลว่าจะมีการถอดถอนนายกฯ หรือไม่
ประเด็นดังกล่าวอาจบั่นทอนความเชื่อมั่นและเป็นปัจจัยลบต่อบรรยากาศการลงทุน


ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น