เอสซีจี เดินหน้าขับเคลื่อน Inclusive Society ส่งต่อคุณภาพชีวิตที่ดี สังคมน่าอยู่ สิ่งแวดล้อมยั่งยืนให้คนรุ่นถัดไป
เอสซีจี เดินหน้าขับเคลื่อน Inclusive Society
ส่งต่อคุณภาพชีวิตที่ดี สังคมน่าอยู่ สิ่งแวดล้อมยั่งยืนให้คนรุ่นถัดไป
กรุงเทพฯ : 24 มิถุนายน 2567 – เอสซีจี ขับเคลื่อน Inclusive Society สร้างการเปลี่ยนแปลงเพื่อส่งต่อคุณภาพชีวิตที่ดี สังคมน่าอยู่ สิ่งแวดล้อมยั่งยืนให้คนรุ่นถัดไป ชวนทุกภาคส่วนร่วมแลกเปลี่ยน แบ่งปัน และสานต่อภารกิจความยั่งยืนให้อยู่คู่สังคมไทย ในงาน SCG “The Possibilities for Inclusive Society – เติบโตไปด้วยกัน...กับโลกที่ยั่งยืน”
นายชนะ ภูมี ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่-การบริหารความยั่งยืน เอสซีจี กล่าวว่า “ธุรกิจต้องปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงของโลก สังคม และยุคสมัย เอสซีจีจึงยกระดับการขับเคลื่อนความยั่งยืนสู่ Inclusive Society ร่วมกับพนักงาน เครือข่าย พันธมิตร และชุมชน สร้างการเปลี่ยนแปลง แก้ไขปัญหาอย่างเห็นผลเป็นรูปธรรม เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต สังคม สิ่งแวดล้อมยั่งยืน และส่งต่อโลกที่น่าอยู่ให้คนรุ่นต่อไป โดยมุ่งผลักดันสังคมเติบโตไปด้วยกัน 4 ด้าน
ฟื้นน้ำ สร้างป่า ดำเนินงานมาเกือบ 20 ปี อาทิ โครงการ ‘รักษ์ภูผามหานที’ ถ่ายทอดแนวทางการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืนให้ชุมชนนำไปปฏิบัติอย่างเหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ เพื่อให้มีน้ำกิน น้ำใช้ น้ำทำเกษตรตลอดปี พร้อมจับมือกับชุมชนดูแลระบบนิเวศให้สมบูรณ์และรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ โดยตั้งเป้าหมายปลูก ฟื้นฟู อนุรักษ์ป่า 3 ล้านไร่ในปี 2593 ดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากกว่า 5 ล้านตันต่อปี
พัฒนาอาชีพมั่นคง พัฒนาทักษะอาชีพ ให้ชุมชนพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน อาทิ โครงการ ‘พลังชุมชน’ พัฒนาศักยภาพชุมชน แก้จนด้วยความรู้คู่คุณธรรม ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง สร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าท้องถิ่นมีอัตลักษณ์และตอบโจทย์ตลาด จนถึงปัจจุบันสร้างอาชีพไปแล้ว 4,942 คน สร้างรายได้เพิ่มกว่า 4-5 เท่า เกิดเป็นเครือข่ายชุมชนเข้มแข็ง 24 จังหวัดทั่วประเทศ รวมทั้งพัฒนาอาชีพที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาด อาทิ โครงการสุภาพบุรุษนักขับของ ‘โรงเรียนทักษะพิพัฒน์’ จัดหลักสูตรฝึกอบรมขับรถบรรทุกให้ผู้ว่างงานเป็นพนักงานขับรถบรรทุกมืออาชีพ ‘แพลตฟอร์มคิวช่าง’ เปิดศูนย์ฝึกอบรมช่าง Q-CHANG ACADEMY เพื่อพัฒนาทักษะและยกระดับอาชีพช่างในด้านต่าง ๆ ครอบคลุมทักษะด้านความรู้ อารมณ์ การเข้าสังคม และธุรกิจ
ส่งเสริมสุขภาวะ สนับสนุนให้ประชาชนเข้าถึงระบบสาธารณสุข อาทิ โครงการ ‘แพทย์ดิจิทัล ดูแลผู้ป่วยทางไกล’ ใช้นวัตกรรม DoCare ระบบ Tele-monitoring และ Telemedicine ของเอสซีจี ดูแลผู้ป่วยทางไกลด้วยระบบติดตามสุขภาพ เก็บข้อมูลอย่างแม่นยำและต่อเนื่อง พร้อมระบบปรึกษาแพทย์ทางไกล ผู้ป่วยในพื้นที่ห่างไกลจึงสามารถเข้าถึงระบบสาธารณสุขได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยลดเวลา ประหยัดค่าเดินทาง ปัจจุบันขยายผลใช้กับโรงพยาบาลแล้ว 13 โรงพยาบาล 1 วิสาหกิจเพื่อสังคม ครอบคลุม 12 จังหวัดทั่วไทย พร้อมตั้งเป้าขยายอีก 10 โรงพยาบาล ใน 10 จังหวัด ภายในปี 2567
สนับสนุนสังคมคาร์บอนต่ำ ผ่านโครงการ ‘สระบุรีแซนด์บ็อกซ์’ ความร่วมมือบูรณาการระหว่างรัฐ-เอกชน-ประชาชน (PPP: Public-Private-People Partnership) เปลี่ยนจังหวัดสระบุรีให้เป็นเมืองต้นแบบคาร์บอนต่ำแห่งแรกของไทย เพื่อเป็นแรงจูงใจให้จังหวัดอื่น ๆ เปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำ และช่วยให้ประเทศไทยบรรลุการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ในปี 2608 ความร่วมมือในสระบุรีแซนด์บ็อกซ์ที่เกิดขึ้นแล้ว อาทิ การกำหนดใช้ปูนซีเมนต์คาร์บอนต่ำในทุกงานก่อสร้างในจังหวัดสระบุรีตั้งแต่ปี 2567 เป็นต้นไป การทำนาเปียกสลับแห้ง ช่วยลดการใช้น้ำ ลดก๊าซมีเทน การปลูกหญ้าเนเปียร์พืชพลังงานสูง และนำของเหลือจากการเกษตรและขยะชุมชนไปแปรรูปเป็นพลังงานทดแทน รวมทั้งร่วมกับชุมชนในการสร้างป่าชุมชนต้นแบบของจังหวัดที่ช่วยดูดซับก๊าซเรือนกระจก และต่อยอดสู่การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ สร้างรายได้ให้ชุมชน”
สำหรับงาน SCG “The Possibilities for Inclusive Society – เติบโตไปด้วยกัน...กับโลกที่ยั่งยืน” เป็นการรวมพลคนจากหลากหลายภาคส่วน ที่มุ่งสร้างการเปลี่ยนแปลงสังคมในด้านต่าง ๆ โดยมี 4 ตัวแทนผู้นำชุมชน มาร่วมแบ่งปันแนวคิดและประสบการณ์ พร้อมส่งต่อพลังบวก ได้แก่ นางวันดี อินทรพรม กำนันตำบลแกลง จังหวัดระยอง ผู้เปลี่ยนความแห้งแล้งของเขายายดา ให้เป็นป่าต้นน้ำที่หล่อเลี้ยงชุมชนมาบจันทร์ ด้วยการ ‘สร้างฝายชะลอน้ำ’ จากองค์ความรู้ที่ได้จากการเข้าร่วมกิจกรรมกับเอสซีจีซี จนป่าเขายายดากลับมาเขียวชอุ่ม ไม่เกิดไฟป่าในฤดูแล้ง และกลายเป็นหนึ่งในโมเดลตัวอย่างด้านการจัดการน้ำระดับประเทศ โดยเรื่องราวความมุ่งมั่นของนางวันดีและชุมชนมาบจันทร์ในการเรียนรู้และร่วมมือกันบริหารจัดการน้ำเพื่อความอยู่รอดของชุมชน ยังได้ถูกถ่ายทอดผ่านหนังสารคดี ‘The Rain Keepers’ ซึ่งมีกำหนดฉายทางออนไลน์ผ่านช่อง VIPA ของไทยพีบีเอส ในเดือนกรกฎาคมนี้ นางอำพร วงค์ษา ประธานศูนย์หัตถกรรมบ้านงานฝีมือบ้านผาหนาม จังหวัดลำพูน หนึ่งในสมาชิก ‘โครงการพลังชุมชน’ ผู้พลิกวิกฤตของชีวิตเป็นแรงผลักดันสร้างโอกาสให้กับตัวเอง พร้อมทั้งเดินหน้าสร้างอาชีพให้คนในชุมชน เช่น ผู้สูงอายุ ผู้พิการ ผู้ว่างงาน และผู้หญิงที่ขาดโอกาสในการทำงาน นางจิตรา ป้านวัน ประธานชุมชนวังขรีวิถียั่งยืน ผู้ก่อตั้ง ‘กลุ่มเยาวชนยิ้มแฉ่งให้ด้วยใจ’ เพื่อแก้ปัญหาขยะ สร้างความร่วมมือภายในชุมชน เชื่อมเยาวชนและผู้สูงวัยช่วยเหลือเกื้อกูลกัน พัฒนาชุมชนให้สะอาด น่าอยู่ พร้อมมุ่งสู่การเป็นชุมชนคาร์บอนต่ำ นางนิโลบล ลิจุติภูมิ นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการ หัวหน้ากลุ่มงานบริการด้านปฐมภูมิและองค์รวม โรงพยาบาลท่าวุ้ง จังหวัดลพบุรี บุคคลสำคัญในการขับเคลื่อนให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาที่ดีแม้อยู่ในพื้นที่ห่างไกล ช่วยลดความเหลื่อมล้ำด้านสาธารณสุข ด้วยการใช้เทคโนโลยีแพทย์ดิจิทัลจากโครงการ ‘แพทย์ดิจิทัล ดูแลผู้ป่วยทางไกล’
นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการเปิดตัวหนังสือ ‘เหตุผลที่เรามารวมกัน’ ซึ่งเป็นการรวบรวมเรื่องราวการขับเคลื่อนความยั่งยืนของเอสซีจีตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ผู้ที่สนใจสามารถดาวน์โหลด E-book ‘เหตุผลที่เรามารวมกัน’ ได้ที่ https://www.scg.com/pdf/th/the-power-of-collaboration.pdf
นายชนะ ภูมี กล่าวทิ้งท้ายว่า “โครงการต่าง ๆ ที่นำเสนอภายในงานนี้ เป็นเพียงตัวอย่างส่วนหนึ่งของการสร้างการเปลี่ยนแปลงให้ทุกคนเติบโตไปด้วยกัน ที่เอสซีจีร่วมมือกับพนักงาน เครือข่าย พันธมิตร และชุมชน มุ่งมั่นมาตลอดการดำเนินธุรกิจกว่า 111 ปี โดยเอสซีจียังคงเดินหน้ามุ่งสู่เป้าหมายลดความเหลื่อมล้ำในสังคม ทั้งด้านการศึกษา อาชีพ และสุขภาวะ 50,000 คน ภายในปี 2573 อย่างไรก็ตาม เส้นทาง ‘การพัฒนา’ ไม่มีวันสิ้นสุด เราต้องเรียนรู้และปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลกอยู่เสมอ เพื่อร่วมกันสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้คน สังคมที่น่าอยู่ และสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน”
SCG “The Possibilities for Inclusive Society - เติบโตไปด้วยกัน...กับโลกที่ยั่งยืน”
โลกเปลี่ยนแปลง สังคมเปลี่ยนไป ธุรกิจต้องปรับตัว
สำหรับเอสซีจี กว่า 111 ปี สิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนคือ อุดมการณ์ 4
ไม่เพียงแค่การทำธุรกิจ แต่รวมถึงความรับผิดชอบต่อสังคม
เอสซีจีมุ่งขับเคลื่อน Inclusive Society ร่วมกับพนักงาน เครือข่าย พันธมิตร และชุมชน
สร้างการเปลี่ยนแปลงเพื่อส่งต่อคุณภาพชีวิตที่ดี สังคมน่าอยู่ สิ่งแวดล้อมยั่งยืนให้คนรุ่นถัดไป
โดยใช้ความรู้ ความเชี่ยวชาญ ความเข้าใจปัญหา แก้ไขปัญหาอย่างเห็นผลเป็นรูปธรรมและยั่งยืน
ป่าคือบ้าน น้ำคือชีวิต
นางวันดี อินทรพรม กำนันตำบลแกลง จ.ระยอง
เมื่อก่อนบริเวณรอบเขายายดาเป็นพื้นที่แห้งแล้ง เมื่อเข้าฤดูร้อน จะมีไฟป่ามาเยือน เมื่อเข้าฤดูฝน แม้ฝนจะตกเท่าไร แต่ผืนดินก็ไม่สามารถเก็บกักน้ำ ซ้ำยังกัดเซาะหน้าดินพังทลาย เพาะปลูกทำสวนไม่ได้ จึงคิดหาทางแก้ปัญหาไฟป่า ฟื้นป่าให้กลับมาสมบูรณ์อีกครั้ง ไฟป่าไม่มี และยังเก็บน้ำไว้ใช้ทำเกษตรได้ตลอดทั้งปี
จากพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เป็นพลังให้กำนันวันดีสู้ต่อ พร้อมเข้าร่วมกิจกรรมสร้างฝายชะลอน้ำกับเอสซีจี เคมิคอลส์ (เอสซีจีซี) ทำให้มีความรู้ในการสร้างฝายชะลอน้ำ ภายหลังจึงได้เข้าไปให้คำปรึกษาและความร่วมมือกับชุมชนรอบเขายายดาในการสร้างฝายชะลอน้ำ โดยเริ่มต้นเพียง 1-2 ชุมชนในปี 2550 ก่อนจะขยายเป็นเครือข่ายการสร้างฝายชะลอน้ำรอบเขายายดา จนชาวบ้านเริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงของป่าที่กลับมาเขียวชอุ่ม และไม่มีไฟป่าเกิดขึ้นในฤดูแล้ง ความอุดมสมบูรณ์กลับคืนมา จึงเริ่มขยายเครือข่ายความร่วมมือให้มากขึ้น ทั้งดูแลและซ่อมแซมสภาพฝายบนเขายายดา
วันนี้ป่าเขายายดากลับมาคงความอุดมสมบูรณ์ ป่าคือบ้านที่เราต้องปกป้องรักษา เป็นแหล่งกำเนิดของสายน้ำ พืชพรรณ ธัญญาหาร ขณะที่น้ำคือชีวิต เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับชีวิต ทั้งน้ำกิน น้ำใช้ น้ำเพื่อการเพาะปลูก ทำให้ชุมชนบ้านมาบจันทร์ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่กำนันวันดีเคยดูแลในฐานะผู้ใหญ่บ้าน ได้ประกอบสัมมาอาชีพด้วยวิถีพอเพียงและการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยมีเอสซีจีซีเป็นเพื่อนและพี่เลี้ยงอย่างใกล้ชิด
วิกฤตเป็นแรงผลักดัน ส่งต่อสร้างอาชีพ
นางอำพร วงค์ษา (ครูอ้อ) ประธานศูนย์หัตถกรรมบ้านงานฝีมือบ้านผาหนาม จ.ลำพูน
ความฝันที่อยากทำเนอร์สเซอรี่ดูแลเด็กเล็กเป็นของตนเองต้องหยุดลง เพื่อใช้เวลาทั้งหมดมาดูแลครอบครัว แต่ด้วยความมุ่งมั่นที่ไม่ย่อท้อและความเชื่อมั่นในตนเอง บวกกับความสามารถด้านงานปักผ้า ดอกไม้ประดิษฐ์ จึงเป็นเครื่องมือสร้างโอกาสให้กับชีวิต ตระเวนขายงานฝีมือจนได้รับคำสั่งซื้อล็อตใหญ่จากต่างประเทศ กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ช่วยสร้างรายได้จากการทำงานปักผ้า เพื่อดูแลครอบครัวได้อย่างมั่นคง
ไม่เพียงเปลี่ยนแปลงชีวิตของตัวเอง ครูอ้อยังขยายความช่วยเหลือไปยังผู้สูงอายุ ผู้พิการ ผู้ว่างงาน และผู้หญิงที่ขาดโอกาสในการทำงานภายในชุมชน โดยสร้างงาน สร้างอาชีพ เพื่อให้ทุกคนมีโอกาสลุกขึ้นสู้และกำหนดชีวิตของตัวเองได้เช่นเดียวกับที่ครูอ้อทำมาแล้ว ปัจจุบันขยายศูนย์การผลิตงานหัตถกรรมไปแล้วกว่า 10 สาขา สร้างงานสร้างอาชีพให้คนในชุมชนกว่า 1,200 คน และสามารถสร้างรายได้รวมกว่า 4 ล้านบาทต่อปี
ขยะชุมชนเชื่อมคนสองวัย
นางจิตรา ป้านวัน (พี่หนู) ประธานชุมชนวังขรีวิถียั่งยืน ผู้ก่อตั้ง ‘กลุ่มเยาวชนยิ้มแฉ่งให้ด้วยใจ’
ผู้ชักชวนเด็ก ๆ ในชุมชนสร้างพลังขับเคลื่อนสังคม ร่วมแก้ปัญหา ภายใต้ชื่อ “กลุ่มเยาวชนยิ้มแฉ่งให้ด้วยใจ” ผ่านการจัดการขยะอย่างถูกวิธี เป็นเครื่องมือขับเคลื่อนและสร้างความร่วมมือภายในชุมชน เชื่อมเยาวชนและผู้สูงวัยช่วยเหลือเกื้อกูลกัน พัฒนาชุมชนให้สะอาด น่าอยู่ พร้อมมุ่งสู่การเป็นชุมชนคาร์บอนต่ำ
พี่หนูใช้เวลานอกราชการ ทุกวันเสาร์–อาทิตย์ ศึกษาปัญหาในพื้นที่ตำบลนาไม้ไผ่ 14 หมู่บ้าน 3,000 ครัวเรือน เริ่มต้นจากหมู่ 13 เพราะเป็นหมู่บ้านที่อยู่ห่างไกล พบว่าปัญหาสำคัญของชุมชนคือขยะ จึงกระตุ้นจิตสำนึกให้ชาวบ้านในพื้นที่เกิดความรักบ้านเกิด ช่วยกันดูแลชุมชน โดยเข้าไปทำความรู้จักและสร้างความคุ้นเคยกับเด็ก ๆ เพื่อให้เด็ก ๆ เปิดใจ และชักชวนร่วมกลุ่ม เริ่มต้นจากเด็ก 15 คน ตั้งกลุ่ม “กลุ่มเยาวชนยิ้มแฉ่งให้ด้วยใจ” ปัจจุบันมีถึง 8 รุ่น ที่เข้าร่วมกิจกรรมการจัดการขยะ
พี่หนูเชื่อมโยงคน 2 วัยในชุมชน โดยนำเด็ก ๆ ไปเยี่ยมเยียนผู้ที่มีความเป็นอยู่ลำบาก เพื่อปลูกฝังให้เด็ก ๆ รู้จักช่วยเหลือผู้อื่น ร่วมกันทำความสะอาดและจัดการขยะ เพื่อสุขอนามัยที่ดีขึ้นของผู้สูงวัยและผู้พิการ ซึ่งเป็นการสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างคนในชุมชน
แพทย์ดิจิทัล ห่างแค่ไหน ก็ใกล้กัน
นางนิโลบล ลิจุติภูมิ (พี่เอ๋) นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการ โรงพยาบาลท่าวุ้ง จ.ลพบุรี
พยาบาลผู้มุ่งมั่นดูแลสุขภาพประชาชนในพื้นที่ เพื่อให้ได้รับการรักษาที่ดี มีสุขภาพที่แข็งแรง และสามารถเข้าถึงระบบสาธารณสุขได้อย่างเท่าเทียมกัน
ตลอดการทำงาน 30 ปี พี่เอ๋พบว่า ระบบให้บริการดูแลสุขภาพในสถานบริการของรัฐนั้น ผู้ป่วยมีจำนวนมาก ขณะที่แพทย์มีจำนวนน้อย ส่งผลต่อการให้บริการที่ต้องเร่งรีบ ด้านโรงพยาบาลท่าวุ้ง พบผู้ป่วย NCDs หรือโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ได้แก่ โรคเบาหวาน และความดันโลหิตสูง ถึงร้อยละ 60 ส่วนใหญ่เป็นผู้ป่วยสูงอายุ ซึ่งต้องนัดพบแพทย์เป็นประจำทุก 2-3 เดือน ส่งผลเรื่องความยากลำบากในการเดินทาง อีกทั้งขาดแคลนทุนทรัพย์สำหรับใช้จ่ายเพื่อการเดินทางพบแพทย์ที่โรงพยาบาล
ปัญหาดังกล่าว โรงพยาบาลท่าวุ้ง ภายใต้การดูแลของนายแพทย์สันติ ลาภเบญจกุล หาแนวทางในการแก้ปัญหาร่วมกับทีมงานเสมอมา จนกระทั่งเมื่อกลางปี 2566 ได้ร่วมเป็นพันธมิตรนำร่องโครงการ “แพทย์ดิจิทัล ดูแลผู้ป่วยทางไกล” กับเอสซีจี โดยใช้นวัตกรรม DoCare ระบบ Tele-monitoring และ Telemedicine ช่วยให้ผู้ป่วยไม่ต้องเดินทางมารับบริการที่โรงพยาบาลกลาง แต่สามารถได้รับบริการที่ดีจากจุดให้บริการในชุมชน ช่วยลดเวลา ประหยัดค่าเดินทาง และเพิ่มการเข้าถึงการสาธารณสุขที่ดีภายในชุมชนของตนเอง แรกเริ่มใช้กับผู้ป่วย 350 คน ในตำบลบางคู้ ประสบความสำเร็จดี จึงตั้งเป้าขยายใช้กับผู้ป่วย 4,000 คน ครอบคลุม 11 ตำบล ของอำเภอท่าวุ้ง ภายในปี 2567
พี่เอ๋เป็นผู้ร่วมขับเคลื่อน “สุขภาพดี สู่ชุมชน” “ห่างแค่ไหน ก็ใกล้กัน” ให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาที่ดี แพทย์มีเวลาดูแลผู้ป่วยต่อรายเพิ่มมากขึ้น และส่งต่อองค์ความรู้ แนวทางการนำเทคโนโลยีแพทย์ดิจิทัล ช่วยลดความเหลื่อมล้ำด้านสาธารณสุข ยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืนต่อไป
เหตุผลที่เรามารวมกัน
เมื่อสังคมเปลี่ยนแปลง
สิ่งแวดล้อมเปลี่ยนแปลง
ธุรกิจเปลี่ยนแปลง
ยุคสมัยเปลี่ยนแปลง
เราจึงมารวมกัน...เพื่อพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น
หนังสือ “เหตุผลที่เรามารวมกัน” เป็นการบอกเล่าเรื่องราวของการลงมือทำ เรียนรู้ แลกเปลี่ยน แบ่งปันซึ่งกันและกัน ระหว่างคนหลากบทบาท เพื่อแก้ไขปัญหาสังคมหลายมิติ หยั่งรากจากภายในเอสซีจี ก่อนจะขยายผลออกไปในหลายพื้นที่ ตั้งแต่จุดเริ่มต้นความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมขององค์กร (Corporate Social Responsibility: CSR) และเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) มาถึงปัจจุบันที่ยกระดับสู่แนวทาง ESG (Environmental, Social, Governance) ที่คำนึงถึงทั้งสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล
หากถามว่าการเดินทางนี้เริ่มขึ้นตั้งแต่เมื่อไร...
ย้อนกลับไปเมื่อ 111 ปีที่แล้ว จากอุดมการณ์ 4 ของเอสซีจี อันได้แก่ ตั้งมั่นในความเป็นธรรม - มุ่งมั่นในความเป็นเลิศ - เชื่อมั่นในคุณค่าของคน - ถือมั่นในความรับผิดชอบต่อสังคม ซึ่งเปรียบเสมือนปรัชญาในการดำรงอยู่ของเอสซีจี และถูกปลูกฝังจนกลายเป็น DNA ของคนในองค์กร เอสซีจีจึงไม่เพียงทำธุรกิจ แต่ยังทำกิจกรรมเพื่อสังคมควบคู่กันไปด้วย เริ่มจากการทำกิจกรรมกับชุมชนรอบโรงงาน จากนั้นขยายออกไปยังพื้นที่อื่น ๆ เป็นเครือข่ายทั่วประเทศ รวมถึงในต่างประเทศที่เราไปทำธุรกิจ และต้องปรับเปลี่ยนหัวเรื่องการทำงานไปตามสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา โดยประเภทกิจกรรมเพื่อสังคมของเอสซีจีมีทั้งการบริจาค การสนับสนุนให้บุคลากรเข้าร่วมกิจกรรมเพื่อสังคมรอบสถานที่ทำงาน โครงการระยะยาวที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมของประเทศ รวมไปถึงการเตรียมกำลังให้พร้อมสำหรับเหตุจำเป็น เช่น ยามเกิดภัยพิบัติหรือวิกฤต ซึ่งในหนังสือเล่มนี้ได้แบ่งกิจกรรมเพื่อสังคมของเอสซีจีออกเป็น 5 ยุค ตามประเด็นสำคัญทางสังคมในแต่ละช่วงเวลา ได้แก่ 1. ช่วงปี 2456 เน้นการทำกิจกรรมเพื่อสังคมในพื้นที่รอบโรงงาน เพื่อสร้างความสัมพันธ์ระหว่างบริษัท ชุมชน และผู้คนโดยรอบ รวมถึงสร้างประโยชน์ให้ผู้คนในพื้นที่ 2. ช่วงปี 2550 ช่วยชุมชนแก้ปัญหาน้ำแล้งและน้ำหลาก เพื่อให้มีน้ำกิน น้ำใช้ น้ำทำเกษตรตลอดทั้งปี ผ่านโครงการบริหารจัดการน้ำ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ถึงปลายน้ำ 3. ช่วงปี 2561 ซึ่งการขยายตัวของเมืองและการเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากรทั่วโลกทำให้ความกังวลว่าทรัพยากรจะไม่เหลือเพียงพอสำหรับคนรุ่นต่อไป เอสซีจีจึงพยายามผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการผลิตและบริโภคตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน ผ่านแนวปฏิบัติ SCG Circular Way ชวนทุกคนหมุนเวียนใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่า ผลิตและบริโภคอย่างมีความรับผิดชอบ เพื่อลดขยะตั้งแต่ต้นทางให้เกิดน้อยที่สุด สนับสนุนการจัดการขยะอย่างเป็นระบบ เพื่อนำทรัพยากรกลับมาใช้ใหม่ 4. ช่วงปี 2563 เมื่อการแพร่ระบาดของโรคอุบัติใหม่อย่างโควิด 19 ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างในทุกระดับ เอสซีจีจึงร่วมมือกับภาคส่วนต่าง ๆ หาแนวทางเพื่อฝ่าวิกฤตอย่างเป็นรูปธรรม และเกิดประโยชน์ต่อสังคมอย่างทันท่วงที โดยได้พัฒนานวัตกรรมสู้โควิด 19 มากมายที่ช่วยให้ผู้คนปลอดภัย และ 5. ช่วงปี 2564 เมื่อวิกฤตโลกรุนแรงขึ้น จากโลกร้อนกลายเป็นโลกเดือด เอสซีจีจึงเร่งยกระดับสู่ ESG 4 Plus (Net Zero – Go Green – Lean เหลื่อมล้ำ - ย้ำร่วมมือ – Plus เชื่อมั่น โปร่งใส) เพื่อสร้างสังคม Net Zero ด้วยนวัตกรรมกรีน โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
หากถามว่าอะไรคือหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนความยั่งยืนของเอสซีจี...
แน่นอนว่าคำตอบคือ ‘คน’ เอสซีจีจึงเริ่มจากการบ่มเพาะ ‘จิตสำนึกเพื่อสาธารณะ’ ภายในองค์กร แล้วขยายวงออกไปสร้าง ‘ความร่วมมือ’ กับผู้คนโดยรอบ ผ่านการสร้างทักษะ ความรู้ วิธีคิด และพัฒนานวัตกรรมร่วมกัน เพราะเรา ‘เชื่อมั่นในคุณค่าของคน’ ว่าทุกคนมีศักยภาพที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นให้กับสังคมได้ อีกทั้งการน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มานำทางความคิดและการปฏิบัติ ยิ่งทำให้ความยั่งยืนผลิดอก ออกผล และสัมผัสได้จริง
เรื่องราวต่าง ๆ ในหนังสือ “เหตุผลที่เรามารวมกัน” นี้เป็นส่วนหนึ่งของบทเรียนบนเส้นทางการขับเคลื่อนความยั่งยืนของเอสซีจีตลอดกว่าศตวรรษที่ผ่านมา ซึ่งหวังว่าจะสร้างแรงบันดาลใจและมุมมองใหม่ ๆ ให้กับผู้ร่วมทางทุกคนไม่มากก็น้อย และสำหรับภารกิจบทใหม่ในการเดินทางสู่สังคม Net Zero ที่ทุกคนมีคุณภาพชีวิตที่ดี สังคมน่าอยู่ สิ่งแวดล้อมยั่งยืน จะเต็มไปด้วยความท้าทายมากมาย แต่ ‘ถึงยากแค่ไหน เราก็ต้องทำ’ และเชื่อว่า ‘เราจะทำสำเร็จ’ หากทุกคน ‘มีเป้าหมายเดียวกัน’ และ ‘ร่วมมือกันทำอย่างไม่ย่อท้อ’


.jpg)
.jpg)
%20.jpg)
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น